บีซีพีจีแถลงผลประกอบการปี 2560 ลงทุนในต่างประเทศให้ผลตามเป้า กำไรเพิ่มขึ้นร้อยละ 31 มาร์เก็ตแคปเพิ่มขึ้นร้อยละ 68 พร้อมประกาศจ่ายเงินปันผลทั้งปี รวมหุ้นละ 0.61 บาท

บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย ประกาศผลการดำเนินงานประจำปี 2560 มีกำไรสุทธิ 2,016 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นจากปี 2559 ร้อยละ 31 โดยมีที่มาหลักๆ จากการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมที่ลงทุนในโครงการพลังงานลมในประเทศฟิลิปปินส์และพลังงานความร้อนใต้พิภพในประเทศอินโดนีเซีย ขณะที่รายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.7 เมื่อเทียบกับปี 2559 พร้อมประกาศจ่ายเงินปันผลสำหรับผลประกอบการในไตรมาสที่ 4 ของปี 2560 ในอัตราหุ้นละ 0.16 บาทต่อหุ้น รวมจ่ายเงินปันผลทั้งปีในอัตราหุ้นละ 0.61 บาท คิดเป็นเงินปันผลรวมทั้งสิ้นประมาณ 1,216 ล้านบาท

นายบัณฑิต สะเพียรชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปี 2560 กลุ่มบริษัทฯ มีรายได้จากการขายไฟฟ้า 3,323 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละประมาณ 8 เมื่อเทียบกับปี 2559 เป็นผลจากรายได้เพิ่มที่มาจากโครงการที่ดำเนินการเชิงพาณิชย์เต็มปีหรือเกือบเต็มปี ได้แก่ โครงการโซลาร์สหกรณ์ในประเทศไทย (กำลังการผลิตรวม 12 เมกะวัตต์) และโครงการโรงไฟฟ้านิคาโฮและนากิในประเทศญี่ปุ่น (กำลังการผลิตรวม 24 เมกะวัตต์) และมีกำไรสุทธิ 2,016 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 31 เมื่อเทียบกับปี 2559 โดยมีสาเหตุหลักจากการบันทึกกำไรจากเงินลงทุนและประเมินค่าจากการลงทุนในโครงการพลังงานลมในประเทศฟิลิปปินส์ (ตามสัดส่วนการถือหุ้นร้อยละ 40 กำลังการผลิต 14.4 เมกะวัตต์) และพลังงานความร้อนใต้พิภพในประเทศอินโดนีเซีย (ตามสัดส่วนการถือหุ้น ร้อยละ 33.33 กำลังการผลิต 158.0 เมกะวัตต์) ในขณะที่มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap.) ของบริษัทนั้น มีการเติบโตร้อยละ 68 (จาก 28,258 ล้านบาท ณ วันที่ 4 มกราคม เป็น 47,416 ล้านบาท ณ วันที่ 29 ธันวาคม 2561)

ในปี 2560 บริษัทฯ ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิ ประมาณ 232 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากการเข้าทำการป้องกันความเสี่ยงสำหรับการลงทุนในโครงการพลังงานความร้อนใต้พิภพ ประเทศอินโดนีเซีย

ณ สิ้นปี 2560 กลุ่มบริษัทฯ มีสินทรัพย์รวมประมาณ 32,099 ล้านบาท เติบโตขึ้นร้อยละ 26 จากโครงการลงทุนในประเทศฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย มีหนี้สินรวมประมาณ 17,730 ล้านบาท และมีส่วนของผู้ถือหุ้นประมาณ 14,369 ล้านบาท

ในปี 2561 บริษัทฯ จะยังมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีโครงการที่จะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์คือโครงการโซลาร์ฟาร์ม โกเทมบะ (Gotemba) ในประเทศญี่ปุ่น (กำลังการผลิต 4 เมกะวัตต์) ในไตรมาสที่ 1/2561 และ โครงการโซลาร์ฟาร์มสำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตรกับองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์ (กำลังการผลิตรวม 9 เมกะวัตต์) ในไตรมาสที่ 2/2561 ส่วนแผนการขยายธุรกิจ บริษัทฯ ยังคงให้ความสำคัญกับการขยายธุรกิจพลังงานหมุนเวียนทั้งในประเทศและต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอย่างต่อเนื่อง และจะเริ่มให้ความสำคัญการทำการตลาดกับผู้บริโภครายย่อยมากขึ้น เน้นการเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้กับผู้บริโภคโดยตรง เพื่อให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ด้วยการนำ Blockchain Technology มาบริหารจัดการการซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนผ่านอินเตอร์เน็ตในรูปแบบ Peer-to-Peer โดยมีบริษัทพาวเวอร์เล็ดเจอร์ ประเทศออสเตรเลีย เป็นพันธมิตร ร่วมพัฒนาโครงการต่างๆ ได้แก่ Smart Green Community ร่วมกับบมจ.แสนสิริ ซึ่งคาดว่าโครงการแรกจะสามารถเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในช่วงกลางปี 2561 รวมถึงการพัฒนา Smart Park ร่วมกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยในนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก และการร่วมลงทุนกับ บมจ.บางจาก ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปบนหลังคาสถานีบริการน้ำมันบางจาก และอาคารร้านค้าที่อยู่ภายในสถานีบริการ และยังคงมองหาโอกาสในการขยายธุรกิจด้านนี้อย่างต่อเนื่อง

โดยในปีนี้ บีซีพีจีมีแผนจะเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าอีก 200 เมกะวัตต์จากสิ้นปี 2560 ที่มีกำลังการผลิตติดตั้งตามสัดส่วนถือหุ้นรวมอยู่ที่ประมาณ 600 เมกะวัตต์ คาดว่าจะใช้งบลงทุนสำหรับการขยายกิจการใหม่และโครงการที่มีอยู่เดิมรวมทั้งสิ้นประมาณ 10,000 ล้านบาท นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีการเตรียมพร้อมองค์กรเพื่อรองรับการเติบโตทางธุรกิจ ด้วยการพัฒนาบุคลากรโดยมุ่งเน้นการสร้างสรรค์นวัตกรรม และให้ความสำคัญในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2561 ได้มีมติอนุมัติให้เสนอขออนุมัติต่อผู้ถือหุ้นในการจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานงวดวันที่ 1 ตุลาคม - 31 ธันวาคม 2560 หรือไตรมาสที่ 4 ของปี 2560 ในอัตราหุ้นละ 0.16 บาท และเมื่อรวมกับเงินปันผลระหว่างกาลงวดวันที่ 1 มกราคม - 30 กันยายน 2560 ที่ได้จ่ายไปแล้วในอัตราหุ้นละ 0.45 บาท จะเป็นเงินปันผลที่จ่ายในปี 2560 รวมอัตราหุ้นละ 0.61 บาท คิดเป็นเงินรวมประมาณ 1,216 ล้านบาท ทั้งนี้ กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผล (Record Date) ในวันที่ 14 มีนาคม 2561 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 8 พฤษภาคม 2561 โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ จะขึ้นเครื่องหมาย XD (Exclude Dividend) ในวันที่ 13 มีนาคม 2561 และกำหนดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2561 ในวันที่ 24 เมษายน 2561 เวลา 13.30 น. ณ อาคาร เอ็มทาวเวอร์ ถนนสุขุมวิท